วันจันทร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2561

สิ้นค้าราคาถูก

กระเป๋าดินสอ
ราคา20บาท

*สนใจติดต่อ 0925586749





รูปภาพที่เกี่ยวข้อง




Stem


                                              สบู่จากสมุนไพร

บทคัดย่อ
                โครงงานสะเต็มศึกษาเรื่องเรื่อง สบู่จากสมุนไพร มีจุดมุ่งหมายเพื่อ ศึกษาความพึงพอใจของผู้บริโภคและทำสบู่สมุนไพร 3 ชนิด
วิธีการดำเนินงาน
                1.นำกลีเซอรีนไปต้ม
                2.ตั้งไว้ให้เย็น
                3.ใส่วัตถุดิบที่ต้องการ เช่น น้ำผึ้ง มะนาว อัญชัน
                4.นำไปใส่แม่พิมพ์ รอให้แห้ง
                5.แกะออกจากแม่พิมพ์

กิตติกรรมประกาศ

            โครงงานสบู่จากสมุนไพรที่นักเรียนทำการศึกษาค้นคว้าทดลองครั้งนี้ได้รับการสนับสนุน ให้คำปรึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณครู สุฐิยา เพชรวงษ์  คุณครู ฤทัยรัตน์ ศักดิรัตน์ ผู้บริหารและคณะครูทุกท่านในโรงเรียนที่ให้คำปรึกษาระหว่างการทำงาน การแก้ปัญหาอุปสรรค์ต่างๆ ทำให้โครงงาน
สบู่สมุนไพร ของกลุ่มเราสำเร็จด้วยดี
                สุดท้ายนี้ขอขอบใจสมาชิกในกลุ่มทุกคนที่ให้ความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ช่วยกันฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ให้ข้อเสนอแนะทำให้ผลงาน การทำสบู่จากสมุนไพรสำเร็จ ออกมาได้สมบูรณ์

สารบัญ


เรื่อง                                                                                                                              หน้า 


บทคัดย่อ                                                                                                                       ก 


กิตติกรรมประกาศ                                                                                                         ข 


สารบัญ                                                                                                                         ค 


สารบัญรูปภาพ                                                                                                              จ 


บทที่ 1 บทนำ                                                                                                               1 


1.1 แนวคิดที่มาของโครงงาน 


1.2 วัตถุประสงค์ของโครงงาน 


1.3 ขอบเขตของโครงงาน 


1.4 วิถีการดำเนินการ 


1.5 ประโยชน์ที่ได้รับ 


1.6 นิยามศัพท์ 


บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง                                                                                           2 


2.1 ประโยชน์ของขิง 


2.2 ประโยชน์ของน้ำผึ้ง 


บทที่ 3 วิธีการดำเนินงานโครงงาน                                                                               14 


3.1 วัสดุ อุปกรณ์ เครื่อง หรือโปรแกรมที่ใช้ในการพัฒนา 


3.2 ขั้นตอนการดำเนินโครงงาน 


บทที่ 4 ผลการดำเนินงาน                                                                                            15 


4.1 ผลการดำเนินงาน 


4.2 การนำไปใช้ 


บทที่ 5 สรุป อภิปรายและข้อเสนอแนะ                                                                        16 


5.1 สรุปผลการดำเนินงานโครงงาน 


5.2 ปัญหาและอุปสรรค์ 


5.3 ข้อเสนอแนะและแนวทางในการพัฒนา 


บรรณานุกรม

บทนำ
1.  แนวคิดที่มาและความสำคัญของโครงงาน
สมุนไพรในธรรมชาติมีประโยชน์ต่อมนุษย์มากมาย ปัจจุบันจึงถูกนำมาใช้ประโยชน์ เพราะสมุนไพรไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายมากนักแต่สารเคมีไม่แม้แต่มีประโยชน์อย่างเดียวแล้วก่อให้เกิดโทษด้วย กลุ่มของพวกเราจึงใช้สมุนไพรมาทำสบู่เพราะไม่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายและมี่ประโยชน์มากมายหลายด้าน เช่น ขมิ้น  ช่วยรักษากลากเกลื้อน   มะลิ  แก้ผิวหนัง ผืน คัน
มะขามช่วยบำรุงผิวให้ดูสดใสด้วยวิตามินซีในมะขาม   อัญชัน  มีส่วนช่วยในการชะลอวัยและ 
ริ้วรอยของวัย  จากที่กล่าวมาข้างต้นทำให้เห็นว่าสมุนไพรมีประโยชน์มากมาย และไม่มีโทษต่อร่างกาย กลุ่มของดิฉันจึงนำสมุนไพรมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
2. วัตถุประสงค์ของโครงงาน
2.1 เพื่อทำสบู่มะลิ
3. ขอบเขตและข้อจำกัดของโครงงาน
ใช้กลีเซอรีน แม่พิมพ์ หม้อ เตาแก๊ส ขมิ้น อัญชัน ผิวมะนาว ขิง
4. ประโยชน์ที่ได้รับ
       4.1 ได้สบู่มะลิ
บทที่ 2เอกสารที่เกี่ยวข้อง
ในการศึกษาโครงงานเรื่อง สบู่จากสมุนไพร ผู้จัดทำได้รวบรวมแนวคิดต่างๆ จากเอกสารที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้
       2.1 ประโยชน์ของน้ำผึ้ง
 1.ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย
2.มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย
3.ช่วยลดและป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัย
4.ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ดูมีน้ำมีนวลเป็นธรรมชาติ
5.พอกหน้าด้วยน้ำผึ้งช่วยบำรุงผิวหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ ชุ่มชื่น และนุ่มนวล หลังล้างหน้าเสร็จให้นำกล้วยหอมครึ่งลูก นำมาบดผสมรวมกับน้ำผึ้งแล้วนำมาทาหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก
6.ช่วยบำรุงรักษาผิวหน้าที่แห้งแตกลอกเป็นขุย ด้วยการนำไข่แดง 1 ฟองผสมกับน้ำผึ้งผสม 1 ช้อน คนให้เข้ากันแล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก
7.ช่วยบำรุงสมอง ช่วยในเรื่องของความจำ
8.ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV และช่วยเสริมสร้างเซลล์ผิวหนัง
9.ช่วยบำรุงเส้นผมให้นุ่มสวยเงางาม หลังสระผมเสร็จให้นำน้ำผึ้งผสมกับน้ำมะกอกอย่างละ 3 ช้อนโต๊ะ นำมาชโลมให้ทั่วศีรษะทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีแล้วล้างออก
10.ช่วยบำรุงเสียงให้ใส ลดอาการเจ็บคอ
11.ช่วยลดสิวเสี้ยน สิวอุดตันบนใบหน้า หลังล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นเสร็จแล้วให้นำกล้วยหอมครึ่งลูก นำมาบดผสมรวมกับน้ำผึ้งแล้วนำมาทาหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก
12.นิยมนำมาใช้ผสมในเครื่องต่าง ๆ เช่น นม ชา กาแฟ โยเกิร์ต น้ำมะนาว หรือแม้กระทั่งเบียร์หรือไวน์
13.นำมาใช้เป็นส่วนผสมในขนมหวานต่าง ๆ หรือผลิตภัณฑ์ธัญพืชต่าง ๆ
14.ใช้น้ำผึ้งแทนสารกันบูดในน้ำสลัด ซึ่งจะทำให้น้ำสลัดไม่เสียและเก็บได้นานถึง 9 เดือน
15.น้ำผึ้งสามารถนำมาแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย เช่น มาส์กหน้า สบู่ เจลล้างหน้า สครับ เป็นต้น
16.น้ำผึ้งเป็นยาอายุวัฒนะ
17.ช่วยให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ต้านทานโรคต่าง ๆ ได้ดี
18.ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตในวัยเด็ก
19.ช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย
20.ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าอ่อนเพลียจากการทำงานหรือเล่นกีฬา
21.ช่วยเสริมสร้างสุขภาพของผู้ป่วยในระยะพักฟื้น หรือผู้สูงอายุ
22.ช่วยบรรเทาอาการของโรคต่าง ๆ ให้ดีขึ้น
23.ช่วยในควบคุมน้ำหนักและลดความอ้วน
24.ช่วยบำรุงเลือดในร่างกาย ด้วยการใช้น้ำผึ้งครึ่งช้อนโต๊ะใส่แก้ว แล้วบีบมะนาว 1 ซีก ใส่เกลือเล็กน้อย แล้วเติมน้ำร้อนดื่ม
25.ช่วยรักษาอาการหวัดให้หายเร็วขึ้น
26.น้ำผึ้งสามารถบรรเทาอาการไอจากหวัดในเด็กได้ดีกว่ายาแก้ไอ
27.ช่วยรักษาอาการเมาค้าง
28.ช่วยปรับสมดุลในร่างกายให้คงที่
29.น้ำผึ้งมีฤทธิ์ยาระงับประสาทอ่อน ๆ จึงช่วยลดอาการหงุดหงิด ความกังวลได้
30.ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับและช่วยทำให้หลับสบายยิ่งขึ้น
31.ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง ด้วยการใช้น้ำผึ้งและงาดำอย่างละ 50 กรัม โดยนำงาดำมาตำให้ละเอียดแล้วผสมกับน้ำผึ้ง ชงกับน้ำร้อนดื่ม
32.ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ด้วยการใช้สาลี่หอมจำนวน 5 ลูก น้ำผึ้ง 250 กรัม โดยปอกลูกสาลี่แล้วนำมาตำให้ละเอียด นำไปคลุกกับน้ำผึ้งแล้วต้มจนเหนียว แล้วนำมาผสมกับน้ำกิน
33.ช่วยรักษาโรคโลหิตจาง เพราะน้ำผึ้งมีส่วนผสมของธาตุเหล็กซึ่งช่วยในการเพิ่มเม็ดเลือดแดง
34.ช่วยบำรุงหัวใจ ขับชีพจร และป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
35.ช่วยบำรุงและรักษาโรคตับ
36.ช่วยระงับความร้อนในร่างกาย
37.ช่วยรักษาอาการตาอักเสบจากการติดเชื้อ เช่น กระจกตาอักเสบ เยื่อตาอักเสบ เป็นต้น
38.ช่วยบรรเทาอาการไอ หลอดลมอักเสบ มีเสมหะ ด้วยการชงดื่มกับน้ำมะนาว
39.น้ำผึ้งช่วยลดกรดในกระเพาะ ช่วยในการย่อยอาหาร เพราะน้ำผึ้งจะถูกดูดซึมทันทีเมื่อถึงลำไส้ ซึ่งต่างจากน้ำตาลชนิดอื่น
40.ช่วยรักษาโรคกระเพาะ
41.ช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือท้องเสียอย่างรุนแรง
42.ช่วยแก้อาการท้องเดินและช่วยบำรุงลำไส้ที่อักเสบให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น
43.ช่วยแก้ปัญหาช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแคนดิดา (Candida) ได้ดีพอ ๆ กับยาฆ่าเชื้อแผนปัจจุบัน
44.ช่วยแก้อาการเด็กปัสสาวะรดที่นอนเป็นประจำ เพราะช่วยดูดความชื้นและช่วยอุ้มน้ำไว้
45.ช่วยบรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวาร ด้วยการนำกระเทียมผสมกับน้ำผึ้ง รับประทานวันละ 3 ครั้ง
46.ช่วยป้องกันการเกิดโรคข้ออักเสบ ด้วยการใช้น้ำส้มนำมาผสมกับแอปเปิลไซเดอร์ 2 ช้อนชาลงในน้ำร้อน แล้วเติมน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ชงดื่มวันละสองครั้ง
47.ช่วยแก้อาการตะคริวหรือป้องกันการเป็นตะคริว
48.ช่วยแก้อาการท้องผูก ด้วยการรับประทานกล้วยน้ำว้าสุกจิ้มกับน้ำผึ้ง ช่วยลดอาการท้องผูกลงได้
49.ช่วยลดการอักเสบของบาดแผล
50.ช่วยป้องกันการติดเชื้อของบาดแผลและช่วยให้แผลหายเร็ว
51.ช่วยรักษาโรคฮ่องกงฟุตและกลากเกลื้อน
52.ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและต่อต้านจุลินทรีย์
53.ช่วยแก้ปัญหาเด็กแหวะนม โดยใช้น้ำผึ้งผสมกับนมดื่ม
54.ใช้เป็นน้ำกระสายยา
   2.2 ประโยชน์ของมะลิ
1. มะลิมีสรรพคุณที่ช่วยบำรุงหัวใจ มีฤทธิ์ในการกระตุ้นหัวใจให้ทำงานได้อย่างเต็มที่และเป็นปกติ และช่วยขยายหลอดเลือด โดยสารสกัดจากดอกมะลิซึ่งได้มีการนำมาเป็นส่วนประกอบของยาหอมกันมาก เพื่อช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนคล้ายจะเป็นลม แก้อาการอ่อนเพลีย ทำให้มีกำลังขึ้น
2. มะลิมีน้ำมันหอมระเหยเป็นส่วนประกอบอยู่มาก โดยเฉพาะในส่วนของดอก ซึ่งมีประโยชน์ในทางสุคนธบำบัดที่มีผลต่อระบบประสาทในคนที่มีอารมณ์อ่อนไหว เฉื่อยชา จิตใจอ่อนล้า ร่างกายอ่อนเพลียง่าย แต่กลิ่นหอมจากมะลิจะช่วยปรับสมดุลของอารมณ์ให้ไปในทางที่ดีขึ้น จิตใจผ่อนคลาย
3. สรรพคุณของมะลิมีฤทธิ์ช่วยทำให้นอนหลับได้ง่ายและสบายขึ้น เหมาะกับคนที่นอนไม่ค่อยหลับหรือหลับยาก เนื่องจากกลิ่นหอมๆ ของมะลิจะไปช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสกลิ่นให้ร่างกายผ่อนคลาย ซึ่งหลายคนคงจะเคยเห็นผู้ใหญ่มักนำดอกมะลิมาวางไว้บริเวณใกล้กับหมอน ก็เป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้หลับสนิทยิ่งขึ้นนั่นเอง
4. ประโยชน์ของดอกมะลิได้ถูกนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย เพื่อประโยชน์ในการช่วยสร้างบรรยากาศให้ผ่อนคลายแล้ว ยังมีคุณสมบัติที่ช่วยบำรุงผิวพรรณและผิวหน้าให้แลดูอ่อนเยาว์ขึ้น ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น โดยจะหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นมะลิผสมกับน้ำแล้วใช้อาบน้ำ
5. มะลิมีคุณสมบัติที่ช่วยแก้อาการปวดท้อง เสียดท้อง ท้องเสีย ทำให้ระบบการขับถ่ายเป็นปกติ
6. มะลิมีสรรพคุณในการแก้ไข้ แก้หวัดแดด ตัวร้อน บรรเทาอาการปวดหัวได้เป็นอย่างดี
7. มะลิมีส่วนสำคัญในการต่อต้านอนุมูลอิสระได้ดีมาก โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในรูปของชาซึ่งจะมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณมาก ทำให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายไม่เสื่อมสภาพง่าย ส่งผลให้ร่างกายไม่แก่ก่อนวัยและป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย
8. ชามะลิยังมีสรรพคุณช่วยในเรื่องของการดูดซึมคอเลสเตอรอลและไขมันในร่างกายที่ได้รับมากเกินไป เมื่อระดับของคอเลสเตอรอลและไขมันอยู่ในระดับที่สมดุล และพอดีกับความต้องการของร่างกาย ก็ทำให้ลดความเสี่ยงจะเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง ฯลฯ
9. ดอกมะลิสดๆ ที่ล้างสะอาดแล้วก็นำมาใช้ลอยในน้ำดื่มเย็นๆ ซึ่งเมื่อดื่มแล้วจะช่วยให้ความรู้สึกหอมสดชื่น นอกจากนี้ยังใช้ลอยในน้ำเชื่อมที่กินกับขนมหวานเพื่อให้มีกลิ่นหอม
10. สรรพคุณของมะลิมีฤทธิ์ช่วยกำจัดและยับยั้งแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของโรคฟันผุได้ โดยส่วนของดอกมะลิจะช่วยทำให้สุขภาพภายในช่องปากดีขึ้น และรากของต้นมะลิสามารถแก้อาการเลือดออกตามไรฟันหรือปวดฟัน
11. มะลิใช้ประโยชน์แก้บรรเทาอาการปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก ฟกช้ำ และอาการผดผื่นคันตามร่างกาย
12. มะลิใช้รักษาบาดแผลเรื้อรัง แก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย รวมไปถึงแผลผุพองหรือฝีหนอง โดยตามตำรับยาโบราณจะใช้ดอกมะลิมาตำพอละเอียดแล้วนำไปพอกบริเวณผิวหนังที่มีอาการ
13. มะลิมีสรรพคุณที่กลิ่นหอมเย็น เมื่อนำมาทำเป็นเครื่องดื่มจึงมีคุณสมบัติดับพิษร้อน แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ช่วยขับเหงื่อ ทำให้ร่างกายและจิตใจกระปรี้กระเปร่า
14. มะลิยังมีสรรพคุณแก้อาการเจ็บตา ตาแดง และเป็นยาล้างตาเพื่อรักษาเยื่อตาขาวอักเสบ ด้วยการนำดอกมะลิมาต้มน้ำเดือดรอให้เย็นลง แล้วนำมาใช้ล้างตาก็จะช่วยให้อาการดีขึ้น
บทที่ 3วิธีการดำเนินงานโครงงาน
3.1 วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ หรือโปรแกรมที่ใช้ในการพัฒนา
1. ขมิ้น                                     4. แม่พิมพ์
2. หม้อ                                     5. ผิวมะนาว
3. ช้อน                                     6. น้ำผึ้งรวง
3.2 ภาพร่างในการพัฒนาชิ้นงาน
ไม่มี
3.3 ในกรณีที่เป็นโครงงานของการสร้างวิธีการ จะเป็นการเขียนแผนผังของวิธีการ
ไม่มี
3.4 ขั้นตอนการสร้างชิ้นงานตามแบบ
1. นำกลีเซอรีนไปให้ความร้อนจนกลีเซอรีนละลาย
2. เตรียมส่วนผสมที่ใช้
3. นำส่วนผสมที่ใช้มาผสมกับกลีเซอรีนแล้วคนให้เข้ากัน
4. เทใส่ในแม่พิมพ์ รอจนสบู่เซ็ตตัว
5. แกะออกจากแม่พิมพ์
6.จะได้สบู่ตามต้องการ
3.5 ทดสอบและปรับปรุงชิ้นงานให้สามารถทำงานได้
นำสบู่มาล้างมือและใส่กลีเซอรีนในปริมาณที่เยอะขึ้น
3.6 รายงานปัญหาและวิธีการปรับปรุงแก้ไขปัญหา
ไม่มี
บทที่ 4ผลการดำเนินงาน
     4.1 ผลการดำเนินงาน
ได้สบู่ที่ทำจากมะลิ
     4.2 การนำไปใช้ให้ครอบคลุมหน่วยบูรณาการของกลุ่มสาระในระดับ ม.2เรื่อง “วิถีพอเพียง”
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง “พลังงานพอเพียง”
แนวทางการบูรณาการ   ธาตุและสารประกอบ
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง “คณิตกับชีวิตประจำวัน”
แนวทางการบูรณาการ   อัตราส่วนและร้อยละ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง “ภาษาสร้างสรรค์”
แนวทางการบูรณาการ   การเขียนเพื่อการสื่อสาร หลักการฟัง และการดูสื่อ
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง “ธรรมะสร้างสรรค์”
แนวทางการบูรณาการ   การผลิตและการบริการ
กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง “อยู่ดีมีสุข”
แนวทางการบูรณาการ   วัยรุ่นและการเจริญเติบโตตามวัย
กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง “ศิลป์สร้างสรรค์”
แนวทางการบูรณาการ   ความสัมพันธ์ของนาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมที่เป็นภูมิปัญญาไทย
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง “ทักษะสร้างอาชีพ”
แนวทางการบูรณาการ   ความปลอดภัยในงานช่าง
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เรื่อง “English Around us”
แนวทางการบูรณาการ   Present Simple Tense
กลุ่มสาระการเรียนรู้กิจกรรมแนะแนว เรื่อง “แนะแนวอาชีพ”
แนวทางการบูรณาการ   อาชีพสานสู่ฝัน

     บทที่ 5
สรุป อภิปรายและข้อเสนอแนะ
5.1 สรุปผลการดำเนินงานโครงงาน
ได้สบู่ทั้งหมด 3 ก้อน
1.สบู่น้ำผึ้ง
2.สบู่มะลิ
     5.2 ปัญหาและอุปสรรค์
เกิดไอน้ำบริเวณพื้นที่ผิวด้านบนของสบู่และสบู่บางชนิดไม่จับตัวกันเป็นก้อนทำให้ไม่สามารถนำสบุ่ปใช้งานได้
     5.3 ข้อเสนอแนะและแนวทางในการพัฒนา
ต้องกำหนดเวลาให้ดี เพราะ ถ้ามากหรือน้อยเกินไปจะทำให้กลีเซอรีนแข็งหรือเหลวได้


                                                                                             ภาคผนวก
ภาพถ่ายลำดับขั้นตอนการสร้างาน


นำกลีเซอรีนไปให้ความร้อนจนกลีเซอรีนละลาย

 เตรียมส่วนผสมที่ใช้


 นำส่วนผสมที่ใช้มาผสมกับกลีเซอรีนแล้วคนให้เข้ากัน
\

เทใส่ในแม่พิมพ์ รอจนสบู่เซ็ตตัว



แกะออกจากแม่พิมพ์

จะได้สบู่ตามต้องการ

บรรณานุกรม


กระทรวงสาธารณสุข.(2560). ประโยชน์ของขิง.สืบค้นเมื่อ 3 กรกฎาคม .จาก                                  
                https://medthai.com/มะลิ
กระทรวงสาธารณสุข.(2560). ประโยชน์ของน้ำผึ้ง.สืบค้นเมื่อ 3 กรกฎาคม .จาก                                  
                 https://medthai.com/น้ำผึ้ง

งานอดิเรก


งานอดิเรก 

การฟังเพลง    มีประโยชน์เช่น

        1. คลายความเครียด

          ใคร ๆ ก็รู้ว่าดนตรีช่วยให้เราอารมณ์ดีขึ้น ยิ่งได้ฟังเพลงโปรดก็ยิ่งแฮปปี้เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า แต่นอกจากความฟินที่ได้ฟังเพลงเพราะแล้ว งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ยังเน้นย้ำให้แน่ใจอีกด้วยว่า การฟังเพลงโปรดช่วยคลายความเครียด ลดความกดดัน และคลายความกังวลในจิตใจได้เป็นอย่างดี อ้างอิงโดยการทดลองกับกลุ่มผู้ป่วย ICU นั่นเอง


 2. ลดความอ้วนด้วยดนตรีจังหวะนุ่มนวล

          สำหรับคนที่กำลังอยู่ในช่วงไดเอต และอยากจำกัดปริมาณการรับประทานอาหารของตัวเอง อย่างนี้ต้องจัดฉากโรแมนติก กินข้าวเคล้าเสียงเพลงคลาสสิค เพลงแจ๊ส หรือเพลงจังหวะเบา ๆ สักหน่อยแล้วล่ะค่ะ เพราะวารสารด้านจิตวิทยาได้รายงานผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยคอร์เนลเอาไว้ว่า เหล่าคนที่กินข้าวเคล้าเสียงเพลงจังหวะนิ่ม ๆ จะกินอาหารได้น้อยลงกว่า 18% จากปกติเชียวล่ะ


 3. กระตุ้นแรงบันดาลใจด้วยเพลงมีจังหวะ

          ในขณะที่เพลงจังหวะเนิบช้าช่วยลดความอยากอาหาร มหาวิทยาลัยนอร์ธัมเบรียก็แสดงผลวิจัยตีคู่กันมาว่า เสียงเพลงในจังหวะเร็วขึ้นมาอีกนิดจะช่วยกระตุ้นความตื่นตัว เสริมแรงบันดาลใจที่ทำท่าว่าจะมอดดับของคุณให้กลับมามีพลังอีกครั้งได้ด้วย โดยผลลัพธ์ที่ได้ก็เกิดจากการทดสอบของกลุ่มวัยรุ่นที่เพิ่งเริ่มทำงาน ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำภารกิจแห่งความเครียดชิ้นหนึ่งและพบว่า เขาเหล่านี้จะทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากกว่าตอนที่ยังไม่ได้ฟังเพลง


ฟังเพลง


 4. ช่วยให้การสูบฉีดเลือดคล่องตัวขึ้น

          นักวิจัยชาวดัตช์ได้เผยผลวิจัยในการประชุมของสมาคมโรคหัวใจแห่งยุโรป เมื่อปี 2003 ว่า ผู้ป่วยที่ฟังเพลงโปรดวันละ 30 นาทีเป็นประจำในขณะที่ออกกำลังกาย จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด เพิ่มกรดไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide) ตัวช่วยขยายหลอดเลือดให้เลือดเดินสะดวกยิ่งขึ้น ส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจในเวลาต่อมา


 5. ยิ่งร้องประสานเสียงยิ่งมีความสุขได้อีก

          ในจำนวนผู้ทดลอง 375 คน แบ่งเป็นกลุ่มนักร้องประสานเสียง นักร้องเดี่ยว และกลุ่มนักกีฬาเป็นทีม ผลวิจัยของประเทศอังกฤษก็พบว่า กิจกรรมที่ทำร่วมกันเป็นทีมจะมอบความสุขให้กลุ่มผู้ทดลองได้มากกว่า โดยเฉพาะกลุ่มนักร้องประสานเสียง ซึ่งสามารถวัดระดับความสุขได้สูงกว่ากลุ่มอื่น ๆ ทั้งนี้นักวิจัยก็อธิบายเพิ่มเติมว่า การได้ทำอะไรร่วมกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ความสามัคคี ความรู้สึกว่าเราเป็นทีมเดียวกัน จะส่งเสริมให้ทุกคนมีกำลังใจและมีความสุขมากขึ้น และยิ่งมีเสียงเพลงคอยขับกล่อมด้วยแล้ว ความสุขใจก็ทบทวีคูณเป็นสองเท่าเลยจ้า


ฟังเพลง


 6. ลับสมองด้วยทักษะดนตรี

          วารสารประสาทวิทยาแสดงผลวิจัยที่เกี่ยวข้องกับดนตรีกับประสิทธิภาพการทำงานของสมองให้ได้รู้ทั่วกันว่า คนที่มีทักษะการเล่นดนตรีชนิดใดชนิดหนึ่งตั้งแต่ยังเด็ก หรือแม้จะเพิ่งเริ่มเล่นดนตรีในช่วงวัยรุ่นก็ตาม มีแนวโน้มคงประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้ยาวนานกว่าคนที่ชีวิตนี้ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับดนตรีเลย อีกทั้งนักดนตรีทั้งหลายยังมีทักษะการแยกแยะและตอบสนองต่อเสียงได้ยอดเยี่ยมอีกต่างหาก


 7. เสียงเพลงเรียกร้องความร่วมมือจากเด็ก ๆ ได้เป็นอย่างดี

          คุณพ่อคุณแม่คนไหนที่อยากหล่อหลอมให้ลูกรักมีจิตใจอ่อนโยน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนมนุษย์ และว่านอนสอนง่าย นักวิจัยจากประเทศอังกฤษก็แนะนำให้ส่งลูก ๆ เข้าเรียนดนตรีตั้งแต่ยังเล็ก ๆ ไปเลยค่ะ เพราะเสียงเพลงจะช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้เด็ก ๆ เกิดความอ่อนโยน มีสมาธิมากขึ้น และมีแนวโน้มเป็นเด็กเก่งที่มีน้ำใจเอื้อเฟื้อให้เพื่อน ๆ ด้วย


ขับรถ


 8. ชะลออารมณ์หงุดหงิดของคนขับรถ

          ทุกคนที่ใช้รถใช้ถนนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า การขับรถเป็นวิธีสร้างอารมณ์ฉุนเฉียวให้เราได้มากมายขนาดไหน ก็แหม เดี๋ยวรถคันนั้นก็ปราดหน้า เดี๋ยวก็มอเตอร์ไซค์แซงซ้ายแซงขวาฉวัดเฉวียน แค่คิดก็พาอารมณ์ขึ้นแล้วใช่ไหมล่ะคะ แต่งานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารการยศาสตร์ เมื่อปี 2013 ก็ชี้แนะวิธีลดความโกรธของผู้ขับขี่โดยให้ผู้ขับขี่เปิดเพลงโปรดฟังคลอการขับขี่ไปเรื่อย ๆ แค่นี้ก็จะสามารถควบคุมอารมณ์และการขับขี่ของตัวเองได้อย่างชิล ๆ มากกว่าเดิมแล้ว


 9.  ควบคุมโรคมะเร็งในเด็กได้อยู่หมัด

          โรงพยาบาลเพื่อการวิจัยเด็กเซนต์จูด (St. Jude Children’s Research Hospital) ได้เผยผลการทดลองว่า กลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งวัยเด็กจนถึงวัยรุ่นที่ทำการรักษาด้วยดนตรี มีแนวโน้มควบคุมการขยายตัวของโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่กำลังอยู่ในช่วงปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ที่ได้เรียนรู้การเขียนเพลงและการทำมิวสิควิดีโอ เนื่องจากโลกแห่งเสียงดนตรีจะช่วยเยียวยาความรู้สึก และป้องกันปัจจัยภายนอกที่จะเข้ามาบั่นทอนผู้ป่วยให้หมดกำลังใจในการรักษาได้ และเมื่อผู้ป่วยมีจิตใจที่เข้มแข็งขึ้นก็มีโอกาสต่อสู่โรคมะเร็งได้อย่างเต็มประสิทธิภาพขึ้นนั่นเอง

          จากข้อดีของการฟังเพลงที่เราได้กล่าวมาทั้งหมดก็น่าจะพอยืนยันได้แล้วนะคะว่า เสียงดนตรีไม่ได้มีดีแค่ทำให้ชีวิตเราสนุกสนานครื้นเครงเท่านั้น แต่ยังพกประโยชน์ด้านสุขภาพมาให้เราเก็บเกี่ยวได้อีกเพียบเลยทีเดียว
  

                                            https://health.kapook.com/view92434.html
การเล่นกีฬา

การเล่นกีฬาและออกกำลังกายที่พอดีอยู่เสมอ จะมีผลดีต่อ
ร่างกาย ดังนี้

1. ระบบหมุนเวียนโลหิต กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นตัวดี ชีพจรขณะพักลดลง ซึ่งแสดงถึงประสิทธิภาพสำรองของหัวใจดีขึ้นสามารถทำงานได้ดี
2. ระบบหายใจ ถุงลมหด และขยายยืดตัวได้ดี ปอดแข็งแรง
3. ระบบกล้ามเนื้อ แข็งแรง
4. ระบบโครงกระดูก กระดูกข้อต่อแข็งแรง ข้อต่อเคลื่อนไหวได้ดี
5. ประโยชน์ทั่วไป
5.1 ทำให้มีสุขภาพดี ทั้งร่างกายและจิตใจ
5.2 ทำให้ร่างกายมีสมรรถภาพ ในด้านความทนทาน แข็งแรง อ่อนตัว ว่องไว และการทรงตัวดี สามารถทำงานต่างๆ ได้มากขึ้น ความเหนื่อยมีน้อยลง กระฉับกระเฉงไม่อ่อนเพลีย
 5.3 มีโอกาสบริหารร่างกายได้ทุกส่วน ช่วยควบคุมตัวและทรวดทรง
 5.4 ช่วยลดไขมัน และน้ำตาลในกระแสเลือด
 5.5 นอนหลับสบายลดความตรึงเครียดในสมอง
 5.6 ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น ขับถ่ายสบาย ท้องไม่ผูก
 5.7 จิตใจผ่องใส แก้อาการหงอยเหงา เซื่องซึม
 5.8 มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีสติปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ที่ดี
                      http://nae405752029.blogspot.com/p/blog-page.html

การอ่านหนังสือ

  1.กระตุ้นการทำงานของสมอง

            สมองก็เป็นอวัยวะอย่างหนึ่งในร่างกาย ที่ต้องการการออกกำลัง เพื่อรักษาประสิทธิภาพในการทำงานให้ลื่นไหลไม่ติดขัดอยู่เสมอ และจากการวิจัยทางการแพทย์ก็พบว่า การอ่านหนังสืออยู่เสมอจะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง และกระตุ้นกระบวนการคิด ทำให้ห่างไกลจากโรคอัลไซเมอร์ และโรคความจำเสื่อม เพราะการใช้สมองคิดตามสิ่งที่อ่าน จะทำให้สมองได้ทำงานอยู่ตลอดนั่นเอง

               2.ลดความเครียด

            ไม่เพียงแต่กระตุ้นการทำงานของสมอง แต่การอ่านหนังสือยังมีข้อดีที่น่าสนใจอย่างช่วยลดความเครียดได้ด้วย โดยนักจิตวิทยาได้แนะนำว่า การอ่านหนังสือนิยาย หรือหนังสือที่เราชอบในช่วงเวลาที่มีความเครียดจากงาน หรือสิ่งที่เจอในชีวิตประจำวัน จะทำให้ความเครียดที่มีอยู่หายไปได้ เพราะเมื่อเรามีสมาธิในการอ่านหนังสือที่อยู่ในมือ เราก็จะลืมเลือนเรื่องที่กำลังกังวล หรือเรื่องที่กำลังเครียดอยู่โดยอัตโนมัติ เผลอ ๆ ข้อคิด หรือมุมมองดี ๆ ที่ได้จากหนังสือ ก็อาจจะช่วยให้เรื่องที่กำลังเครียดอยู่กลายเป็นเรื่องสิว ๆ ไปเลยก็ได้

               3.ให้ความรู้

            แน่นอนอยู่แล้วว่าเมื่อเราอ่านหนังสือ เราก็จะได้ความรู้ หรือข้อคิดอะไรบางอย่างกลับมา และไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือที่อัดแน่นไปด้วยสาระความรู้เสมอไป หนังสือนิยายรักหวานแหว หรือหนังสือการ์ตูน ก็สามารถให้อะไรกับเราได้ไม่มากก็น้อยเช่นกัน อย่างน้อยที่สุดก็ต้องให้ความบันเทิงกับเราล่ะ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นหนังสือประเภทไหน ก็หยิบมาอ่านเถอะค่ะ รับรองว่ายังไงก็ได้ประโยชน์แน่นอน


10 ข้อดีของการอ่าน ยิ่งรู้ยิ่งต้องอ่านเลย


               4.ได้สำนวนภาษา

            หากลองสังเกตดี ๆ จะรู้ว่า การอ่านหนังสือนั้นช่วยให้เราได้เรียนรู้สำนวนภาษา คำศัพท์ วิธีการพูดอย่างสละสลวย นุ่มนวล ยิ่งถ้าได้อ่านหนังสือภาษาต่างประเทศ หรือหนังสือแปล เราก็จะมีโอกาสได้เรียนรู้คำศัพท์ และสำนวนใหม่ ๆ ไม่รู้จักจบสิ้น ไม่เชื่อลองสังเกตสำนวนการพูดหรือสำนวนการเขียนของคนที่ชอบอ่านหนังสือดูก็ได้ แล้วจะได้เห็นความแตกต่าง ว่าเขาสามารถพูดจา และเขียนหนังสือได้อย่างไม่สะดุด อ่านก็ลื่นตา ฟังก็ลื่นหู เห็นได้ชัดว่ายิ่งอ่าน ก็ยิ่งได้ประโยชน์ดี ๆ ต่อตัวคุณเองอย่างไม่น่าเชื่อเลยเนอะ

               5.ช่วยกระตุ้นความจำ

            เมื่อเราอ่านหรือรับอะไรก็ตามเข้าไปในสมอง สมองจะสั่งการเก็บข้อมูลเหล่านั้นไว้ในส่วนหนึ่งของสมอง ที่มีไว้สำหรับการจดจำข้อมูล และเรียกใช้ได้อย่างทันทีเมื่อจำเป็น ดังนั้นเมื่อเราอ่านหนังสือมาก สมองก็จะได้ทำงาน เก็บข้อมูลและเรียบเรียงข้อมูลใหม่ เพื่อให้เราสามารถจำอะไรได้ดีขึ้น เราจึงสามารถเรียนรู้และจดจำได้อย่างดี ไม่มีลืม

               6.บริหารกระบวนการคิดวิเคราะห์

            ทุกครั้งที่ได้อ่านหนังสือที่มีเงื่อนงำ หรือมีปมที่ต้องคิดตาม สมองของเราก็จะพยายามขบคิดปมปัญหานั้น ๆ และหาทางออกด้วยตัวเอง เช่นกันกับเวลาที่ได้ดูหนังแนวสืบสวนสอบสวน เราก็จะพยายามคลำหาคำตอบอยู่ในใจไปพร้อม ๆ กับเนื้อเรื่อง ซึ่งก็จะทำให้กระบวนการคิดวิเคราะห์ของเราได้ทำงาน บริหารตัวเองอยู่ตลอด เรียกได้ว่ายิ่งได้อ่านก็เหมือนยิ่งได้ลับสมองให้เฉียบแหลมยังไงยังงั้นเลยล่ะ


อ่านหนังสือ


               7.ฝึกสมาธิ

            หากอยากได้สมาธิ หรือต้องการหลีกหนีความวุ่นวายรอบกาย ก็ลองหยิบหนังสือที่น่าสนใจมาอ่านดูสิ แล้วคุณก็จะได้ฝึกสมาธิได้อย่างที่ตั้งใจ เพราะเวลาที่เราเพ่งความสนใจไปยังหนังสือ ก็จะได้เพ่งสมาธิและสมองไปด้วย ทำให้เรามีสมาธิทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ถึงขนาดที่ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำว่า ให้อ่านหนังสือก่อนทำงาน หรือเรียนสัก 15-20 นาที เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสมองและร่างกายให้พร้อมทำงาน และเรียนหนังสือเลยทีเดียว

               8.พัฒนาทักษะการเขียน

            เชื่อได้ว่าคนที่อ่านหนังสือทุกคน แม้จะอ่านบ่อยหรือไม่ค่อยบ่อยก็ตาม จะต้องมีนักเขียนในดวงใจ ที่เราอ่านแล้วชอบวิธีการเขียน และสำนวนของเขาเหลือเกิน ซึ่งสิ่งนี้และที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะทางด้านการเขียนให้เรา และยิ่งถ้าได้อ่านบ่อย ๆ ก็จะได้ทั้งคำศัพท์และสำนวนภาษาที่เขาใช้เขียนหนังสือกัน ไม่แน่ว่าสักวันคุณก็อาจจะได้เป็นนักเขียนฝีมือดีคนหนึ่งเลยก็ได้นะ

               9.ให้ความสงบ

            ผลวิจัยทางการแพทย์ได้พิสูจน์แล้วว่า นอกจากการอ่านหนังสือจะช่วยให้เรามีสมาธิขึ้นแล้ว การอ่านหนังสือยังช่วยให้ร่างกายเราเกิดความรู้สึกสงบขึ้นด้วย โดยหากอ่านหนังสือแนวปรัชญาหรือหนังสือที่ให้แนวคิด จะช่วยลดความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติได้ หรือถ้าอ่านหนังสือประเภทฮาวทู (self-help books) ก็จะช่วยปรับอารมณ์ที่แปรปรวนให้กลับมาเป็นปกติ และบางทีก็สามารถช่วยชี้ทางสว่างให้ปัญหาที่มืดแปดด้านได้ด้วย

               10.ให้ความบันเทิง

            ไม่ว่าจะอ่านหนังสือประเภทไหนก็แล้วแต่ จะมีสาระความรู้มากน้อยแค่ไหนก็ไม่สำคัญ เพราะหนังสือสามารถให้อะไรกับคนอ่านได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด ไอเดียดี ๆ ทักษะภาษา หรือแม้แต่หนังสือภาพการ์ตูนที่ไม่ได้มีสาระสำคัญอะไรเลย ก็ยังสามารถให้ความบันเทิงเริงใจแก่ผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย ดังนั้น หากวัน ๆ หนึ่งคุณไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเท่าไร ก็ลองหาหนังสือที่คิดว่าน่าสนใจ หรือเริ่มอ่านข้อความบนถุงกระดาษ หรือบนฉลากผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันก่อนก็ได้ค่ะ

                        https://education.kapook.com/view65127.html